<rss version="2.0" xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/" xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns:trackback="http://madskills.com/public/xml/rss/module/trackback/">
    <channel>
        <title>Thai Portal Web</title> 
        <link>http://osk80.thaiportal.net</link> 
        <description>RSS feeds for Thai Portal Web</description> 
        <ttl>60</ttl> <item>
    <comments>http://osk80.thaiportal.net/รู้ไว้ใช่ว่า/tabid/502/articleType/ArticleView/articleId/850/Default.aspx#Comments</comments> 
    <slash:comments>1</slash:comments> 
    <wfw:commentRss>http://osk80.thaiportal.net/DesktopModules/DnnForge%20-%20NewsArticles/RssComments.aspx?TabID=502&amp;ModuleID=1354&amp;ArticleID=850</wfw:commentRss> 
    <trackback:ping>http://osk80.thaiportal.net/DesktopModules/DnnForge%20-%20NewsArticles/Tracking/Trackback.aspx?ArticleID=850&amp;PortalID=8&amp;TabID=502</trackback:ping> 
    <title>ชื่อสถานที่และถนนในฝั่งธนบุรี</title> 
    <link>http://osk80.thaiportal.net/รู้ไว้ใช่ว่า/tabid/502/articleType/ArticleView/articleId/850/Default.aspx</link> 
    <description>รู้ไว้ใช่ว่า วันนี้จะพูดถึงชื่อสถานที่และถนนหนทางฝั่งธนบุรีซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของไทยอยู่ 15 ปี มีพระมหากษัตริย์ 1 รัชกาล และทรงเป็นมหาราชด้วย 
สมัยจอมพล ป.เป็นนายกรัฐมนตรีได้มีการตั้งชื่อสถานที่และถนนเป็นการเฉลิมพระเกียรติ
เช่นถนนจากสี่แยกบ้านแขกถึงทางรถไฟสายใต้คลองบางกอกน้อยว่าถนนอิสรภาพ รำลึกถึงการกู้ชาติ
ถนนจากวงเวียนใหญ่ถึงเพชรเกษมว่า อินทรพิทักษ์ ตามนามพระราชโอรสเจ้าฟ้าจุ้ย รัชทายาท
ยังมีถนนพรานนก ถนนลาดหญ้า ถนนเชียงใหม่ โพธิ์สามต้น ท่าดินแดง ฯลฯ ล้วนสัมพันธ์ให้ระลึกถึงประวัติศาสตร์สมัยนั้นทั้งสิ้น
จะมีก็สามแยกไฟฉาย&amp;#160; ( ซึ่งต่อไปนี้จะเป็น สี่แยกไฟฉายแล้ว ) ตั้งชื่อเพราะ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพเรือนำไฟฉายขนาดใหญ่มาตั้งบริเวณนี้ สำหรับฉายส่องเครื่องบินฝ่ายพันธมิตรที่มาบินทิ้งลูกระเบิด</description> 
    <dc:creator>virasak</dc:creator> 
    <pubDate>Thu, 13 Feb 2014 01:21:00 GMT</pubDate> 
    <guid isPermaLink="false">f1397696-738c-4295-afcd-943feb885714:850</guid> 
    
</item>
<item>
    <comments>http://osk80.thaiportal.net/รู้ไว้ใช่ว่า/tabid/502/articleType/ArticleView/articleId/848/Default.aspx#Comments</comments> 
    <slash:comments>1</slash:comments> 
    <wfw:commentRss>http://osk80.thaiportal.net/DesktopModules/DnnForge%20-%20NewsArticles/RssComments.aspx?TabID=502&amp;ModuleID=1354&amp;ArticleID=848</wfw:commentRss> 
    <trackback:ping>http://osk80.thaiportal.net/DesktopModules/DnnForge%20-%20NewsArticles/Tracking/Trackback.aspx?ArticleID=848&amp;PortalID=8&amp;TabID=502</trackback:ping> 
    <title>ท่าพระจันทร์</title> 
    <link>http://osk80.thaiportal.net/รู้ไว้ใช่ว่า/tabid/502/articleType/ArticleView/articleId/848/Default.aspx</link> 
    <description>รู้ไว้ใช่ว่า วันนี้ จะพูดเรื่อง ท่าพระจันทร์
ท่าเรือแห่งนี้น่าจะเป็นท่าเรือที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดและมีคนใช้บริการข้ามฟากมาก โดยเฉพาะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ ศิริราชย่อมรู้จักดี
ยังมีท่าพระอาทิตย์คู่กันอยู่ถนนพระสุเมรุตรงข้ามวัดดาวดึงส์ก็ไม่ดังเท่า
ได้ชื่อว่า ท่าพระจันทร์ ท่าพระอาทิตย์ เพราะเดิมเป็นชื่อป้อมบนกำแพงเมืองที่ล้อมรอบกรุงรัตนโกสินทร์ที่รัชกาลที่ 1 ทรงสร้างและสถาปนาขึ้น
ป้อมทั้งหมดมีด้วยกัน 14 ป้อม ขณะนี้เหลือเป็นอนุสรณ์อยู่ 2 ป้อม คือ ป้อมพระสุเมรุ บางลำพู และป้อมมหากาฬ ตรงสะพานผ่านฟ้าหน้าโรงหนังเฉลิมไทยเดิมเท่านั้น
&amp;#160;


&amp;#160; 

</description> 
    <dc:creator>virasak</dc:creator> 
    <pubDate>Wed, 12 Feb 2014 02:49:00 GMT</pubDate> 
    <guid isPermaLink="false">f1397696-738c-4295-afcd-943feb885714:848</guid> 
    
</item>
<item>
    <comments>http://osk80.thaiportal.net/รู้ไว้ใช่ว่า/tabid/502/articleType/ArticleView/articleId/847/--.aspx#Comments</comments> 
    <slash:comments>63</slash:comments> 
    <wfw:commentRss>http://osk80.thaiportal.net/DesktopModules/DnnForge%20-%20NewsArticles/RssComments.aspx?TabID=502&amp;ModuleID=1354&amp;ArticleID=847</wfw:commentRss> 
    <trackback:ping>http://osk80.thaiportal.net/DesktopModules/DnnForge%20-%20NewsArticles/Tracking/Trackback.aspx?ArticleID=847&amp;PortalID=8&amp;TabID=502</trackback:ping> 
    <title>คำว่า &quot;ตรัสรู้&quot; และ &quot;เช่าพระ&quot;</title> 
    <link>http://osk80.thaiportal.net/รู้ไว้ใช่ว่า/tabid/502/articleType/ArticleView/articleId/847/--.aspx</link> 
    <description>รู้ไว้ใช่ว่า วันนี้ เสนอคำว่า &quot;ตรัสรู้&quot;
เรารู้จักและใช้คำนี้ตั้งแต่เป็นเด็กประถมแล้ว คำนี้น่าสนใจ เพราะเกิดจากนำคำมารวมกัน 2 คำ
ตรัส เป็นคำเขมร แปลว่า พูด,รู้ หรือสว่าง
รู้ เป็นคำไทย
อ่านว่า ตฺรัด สะ รู้
แปลว่า รู้แจ้ง รู้อย่างแจ่มแจ้ง รู้ชัดเจน
คำนี้ใช้สำหรับพระพุทธเจ้าเท่านั้น ทรงตรัสรู้สัจธรรมหรืออริยสัจสี่ คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
แต่มีการนำ ตรัสรู้ มาใช้ในความหมายว่า รู้เอาเองว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เช่น ฉันจะไปตรัสรู้เรื่องของเธอได้อย่างไร
♦ ♦ ♦
และวันนี้จัดให้ตามที่เฉลิมศักดิ์ขอมาว่า ทำไมซื้อขายพระจึงเรียกว่า &quot;เช่า&quot;
ถ้าเช่ากันจริง ถึงเวลาก็ต้องเอาไปคืนเจ้าของเดิม
แต่ความจริงนั้นไม่ใช่ มันเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อแล้ว
เนื่องจากพระเครื่องพระบูชานั้นเป็นของสูง เป็นของศักดิ์สิทธิ์ คนสร้างขึ้นด้วยความศรัทธา สมัยก่อนที่ยังไม่มีปริวรรตเงินตราก็ให้กันเฉยๆ ต่อมาเงินเป็นของจำเป็น จะเรียกว่าซื้อขายพระไม่เป็นการสมควร จึงไปเลี่ยงใช้คำว่า &quot;เช่า&quot;
นอกจากนี้ยังมีเลี่ยงไปใช้คำอื่นอีกก็มี เช่น บูชา ทำบุญ หรือ เช่าบูชา ทำบุญบูชา ก็ใช้กันในวงการ เช่น เหรียญนี้ฉันบูชามา 200 บาท เป็นต้น(ความจริงก็ซื้อมานั่นแหละ)
ถ้าไปแปลคำว่าเช่าพระเป็น rent จะมีปัญหาแน่นอน
ยิ่งกว่านั้นถ้าไปตลาดพระเช่นแถว ท่าพระจันทร์ อาจได้ยินว่า พระรุ่นนี้เมื่อวานเพิ่ง จับ มา เช้านี้มีคนให้ราคาดีก็ ปล่อย ไปแล้ว
หรือเราเอาหลักธรรมมาคิด สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ที่ว่าเราเป็นเจ้าของนั้น วันหนึ่งก็แน่นอนว่า เราต้องทิ้งไว้ในโลกนี้ มีเจ้าของคนใหม่ เราเช่าเขาก็ถูกต้องแล้ว
ผมตอบเฉลิมศักดิ์ได้เท่านี้ พอใจไหมครับ
</description> 
    <dc:creator>virasak</dc:creator> 
    <pubDate>Tue, 11 Feb 2014 02:53:00 GMT</pubDate> 
    <guid isPermaLink="false">f1397696-738c-4295-afcd-943feb885714:847</guid> 
    
</item>
<item>
    <comments>http://osk80.thaiportal.net/รู้ไว้ใช่ว่า/tabid/502/articleType/ArticleView/articleId/846/Default.aspx#Comments</comments> 
    <slash:comments>0</slash:comments> 
    <wfw:commentRss>http://osk80.thaiportal.net/DesktopModules/DnnForge%20-%20NewsArticles/RssComments.aspx?TabID=502&amp;ModuleID=1354&amp;ArticleID=846</wfw:commentRss> 
    <trackback:ping>http://osk80.thaiportal.net/DesktopModules/DnnForge%20-%20NewsArticles/Tracking/Trackback.aspx?ArticleID=846&amp;PortalID=8&amp;TabID=502</trackback:ping> 
    <title>วันมาฆบูชา</title> 
    <link>http://osk80.thaiportal.net/รู้ไว้ใช่ว่า/tabid/502/articleType/ArticleView/articleId/846/Default.aspx</link> 
    <description>วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 เป็นวันมาฆบูชา ในปี 2557 นี้จะตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันวาเลนไทน์พอดี
วันมาฆบูชาเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา มีประวัติว่า พระสงฆ์สาวกล้วนเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น จำนวน 1,250 รูป ต่างมาประชุมเข้าเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ วัดเวฬุวัน วัดแรกในพุทธศาสนาที่พระเจ้าพิมพิสารถวายป่าไผ่ให้เป็นวัด และสงฆ์ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือพระพุทธเจ้าประทานบวชให้ พระองค์ได้แสดงโอวาทปาติโมกข์เป็นการประกาศหลักของพุทธศาสนาในคืนวันเพ็ญนั้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากทรงตรัสรู้แล้ว 9 เดือน



รู้ไว้ใช่ว่า วันนี้ จะเล่าว่าอะไรเป็นมูลเหตุให้พระอรหันตสาวกตั้งมากมายเช่นนี้มาเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกัน จนทำให้กล่าวขานกันว่าเป็นอัศจรรย์
วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ในทางศาสนาพราหมณ์ ฮินดู ก็มีความสำคัญด้วยเช่นกัน เรียกว่าเป็น วันมหาศิวราตรี มีการทำพิธีใหญ่บูชามหาเทพศิวะ
พระอรหันตสาวกเหล่านี้ก่อนบวชในพระพุทธศาสนาล้วนเป็นพราหมณ์นับถือเทพเจ้ามาก่อนแล้วทั้งสิ้น เมื่อถึงวันเพ็ญเดือนสามซึ่งเคยกระทำพิธีบูชาพระศิวะเป็นอาจิณ ก็้เกิดนึกถึงและอยากมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแทน
&amp;#160;


แล้ววันมหาศิวราตรีของฮินดูมีที่มาที่ไปอย่างไร
เล่ากันว่า มีพรานป่าคนหนึ่งกลับจากล่าสัตว์ ค่ำเสียก่อนเลยแวะพักกลางทางก่อนกลับถึงบ้าน ผูกเปลขึ้นไปนอนบนต้นมะตูมใหญ่ ด้วยความหิวโหยและอากาศหนาวเย็น นอนไม่หลับกระสับกระส่าย ทำให้น้ำค้างที่เกาะบนใบมะตูมนั้นร่วงหล่นลงสู่พื้นดินไปโดนศิวลึงค์ที่อยู่ใต้ต้นมะตูมทั้งคืน
ฝ่ายพระศิวะซึ่งประทับยังเขาไกรลาศสำคัญผิด ด้วยคิดว่ามีคนศรัทธาบูชาตนด้วยน้ำค้างบริสุทธิ์และใบมะตูมตลอดคืน จึงประทานพร ทำให้นายพรานพ้นจากบาปที่เกิดจากการล่าสัตว์
หลังจากนั้นก็มีการบูชาพระศิวะกันเรื่อยมาด้วยดอกไม้ ของหอมและใบมะตูม พร้อมกับการอดน้ำอดอาหาร 
</description> 
    <dc:creator>virasak</dc:creator> 
    <pubDate>Sun, 09 Feb 2014 02:27:00 GMT</pubDate> 
    <guid isPermaLink="false">f1397696-738c-4295-afcd-943feb885714:846</guid> 
    
</item>
<item>
    <comments>http://osk80.thaiportal.net/รู้ไว้ใช่ว่า/tabid/502/articleType/ArticleView/articleId/845/Default.aspx#Comments</comments> 
    <slash:comments>54</slash:comments> 
    <wfw:commentRss>http://osk80.thaiportal.net/DesktopModules/DnnForge%20-%20NewsArticles/RssComments.aspx?TabID=502&amp;ModuleID=1354&amp;ArticleID=845</wfw:commentRss> 
    <trackback:ping>http://osk80.thaiportal.net/DesktopModules/DnnForge%20-%20NewsArticles/Tracking/Trackback.aspx?ArticleID=845&amp;PortalID=8&amp;TabID=502</trackback:ping> 
    <title>นั่งขัดสมาธิ</title> 
    <link>http://osk80.thaiportal.net/รู้ไว้ใช่ว่า/tabid/502/articleType/ArticleView/articleId/845/Default.aspx</link> 
    <description>

รู้ไว้ใช่ว่า วันนี้ เห็นภาพเพื่อนที่ไปอินเดียกำลังนั่งสวดมนต์ เห็นพระนำสวดนั่งพับเพียบองค์เดียว เพื่อนๆส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดนั่งขัดสมาธิ(ขัดสะหมฺาด)
การนั่งแบบคู้เข่าทั้งสองข้างให้แบะลงที่พื้น แล้วเอาขาไขว้กันทับฝ่าเท้า ถ้าเอาขาขวาทับขาซ้าย เรียกว่า ขัดสมาธิราบ(ขัดสะหมฺาดราบ) ถ้าเอาฝ่าเท้าทั้งสองข้างขึ้นข้างบนเรียก ขัดสมาธิเพชร(ขัดสะหมฺาดเพ็ด) แบบที่เห็นพระพุทธรูปนั่งทั่วไป
สรุปแล้ว เขียน นั่งขัดสมาธิ ต้องอ่าน นั่งขัดสะหมาด
อ่านว่า นั่งขัดสะมาทิ ไม่ได้
&amp;#160;

ขัดสมาธิราบ(อ่านว่า ขัดสะหมาดราบ)&amp;#160;

ขัดสมาธิเพชร(อ่านว่า ขัดสะหมาดเพ็ด)


พระพุทธรูปปางนั่งขัดสมาธิราบ&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160;&amp;#160; พระพุทธรูปปางนั่งขัดสมาธิเพชร

&amp;#160;</description> 
    <dc:creator>virasak</dc:creator> 
    <pubDate>Sun, 09 Feb 2014 02:08:00 GMT</pubDate> 
    <guid isPermaLink="false">f1397696-738c-4295-afcd-943feb885714:845</guid> 
    
</item>
<item>
    <comments>http://osk80.thaiportal.net/รู้ไว้ใช่ว่า/tabid/502/articleType/ArticleView/articleId/841/-.aspx#Comments</comments> 
    <slash:comments>28</slash:comments> 
    <wfw:commentRss>http://osk80.thaiportal.net/DesktopModules/DnnForge%20-%20NewsArticles/RssComments.aspx?TabID=502&amp;ModuleID=1354&amp;ArticleID=841</wfw:commentRss> 
    <trackback:ping>http://osk80.thaiportal.net/DesktopModules/DnnForge%20-%20NewsArticles/Tracking/Trackback.aspx?ArticleID=841&amp;PortalID=8&amp;TabID=502</trackback:ping> 
    <title>จาริกแสวงบุญสังเวชนียสถาน ๔ แห่งในประเทศอินเดีย</title> 
    <link>http://osk80.thaiportal.net/รู้ไว้ใช่ว่า/tabid/502/articleType/ArticleView/articleId/841/-.aspx</link> 
    <description>นายแพทย์สุรัตน์ จันทร์สกุล ในฐานะแชมเปี้ยนแฟนพันธุ์แท้ ได้กรุณาเขียน เรื่อง &quot;จาริกแสวงบุญสังเวชนียสถาน ๔ แห่งในประเทศอินเดีย&quot; ให้เพื่อนๆได้อ่านเพื่อประดับความรู้ก่อนเดินทางไปจาริกแสวงบุญในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ นี้</description> 
    <dc:creator>virasak</dc:creator> 
    <pubDate>Thu, 16 Jan 2014 06:25:00 GMT</pubDate> 
    <guid isPermaLink="false">f1397696-738c-4295-afcd-943feb885714:841</guid> 
    
</item>

    </channel>
</rss>